
สถานการณ์ตลาดสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังมีรายงานล่าสุดว่า Samsung เริ่มปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรุ่นในสหรัฐอเมริกา จากแรงกดดันด้านต้นทุนฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะ “ชิปหน่วยความจำ” ที่กำลังขาดแคลนทั่วโลก ซึ่งแนวโน้มนี้อาจส่งผลกระทบไปถึงแบรนด์ใหญ่อื่นอย่าง Apple ในอนาคตอันใกล้
Samsung ปรับราคาสินค้าหลายรุ่น เหตุแบกต้นทุนไม่ไหว
รายงานจาก PhoneArena ระบุว่า Samsung ได้ปรับราคาสินค้าในกลุ่มสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตหลายรุ่นในตลาดสหรัฐฯ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- รุ่นจอพับอย่าง Galaxy Z Flip7 (ความจุ 512GB) ปรับขึ้นประมาณ 80 ดอลลาร์
- Galaxy S25 Edge ปรับขึ้นประมาณ 80 ดอลลาร์
- Galaxy S25 FE ปรับขึ้นประมาณ 40 ดอลลาร์
- แท็บเล็ต Galaxy Tab S11 Series ปรับขึ้นเฉลี่ย 100 – 280 ดอลลาร์ (ขึ้นอยู่กับความจุ)
แม้ทาง Samsung จะยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะหน่วยความจำและสตอเรจ กำลังเพิ่มสูงขึ้นจนผู้ผลิตเริ่มแบกรับไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม รุ่นใหม่อย่าง Galaxy S26 Series ยังไม่มีการปรับราคาเพิ่มเติม เนื่องจากราคาเปิดตัวเดิมก็ถูกตั้งไว้สูงขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอยู่แล้ว
วิกฤตชิปหน่วยความจำ ตัวการหลักดันราคาสินค้าไอที
สาเหตุหลักของการปรับราคาครั้งนี้ มาจาก “ความต้องการชิปหน่วยความจำ” ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรม AI และ Data Center
ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น
- Samsung Electronics
- TSMC
- SK Hynix
เริ่มหันไปให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่ม AI มากขึ้น เนื่องจากให้กำไรสูงกว่าฝั่ง Consumer อย่างสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ส่งผลให้ซัพพลายชิปสำหรับอุปกรณ์ทั่วไปเริ่มตึงตัว
Apple เริ่มได้รับผลกระทบ เตรียมรับมือระยะยาว
ฝั่งของ Apple เองก็เริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วงที่ผ่านมา MacBook หลายรุ่นมีการปรับราคา พร้อมเพิ่มความจุเป็นการชดเชย
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น
- ยกเลิกตัวเลือก RAM บางขนาด
- ปรับราคาความจุเริ่มต้นให้สูงขึ้น
- จำกัดการสั่งซื้อบางรุ่น เช่น Mac mini และ Mac Studio บางสเปค
Tim Cook เคยให้ข้อมูลว่า ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2026 เป็นต้นไป โดย Apple จะพยายามควบคุมราคาให้มากที่สุด และจะเลือกขึ้นราคา “เป็นทางเลือกสุดท้าย”
iPhone อาจยังไม่ขึ้นราคา แต่มีแผนทำกำไรทางอื่น
นักวิเคราะห์ชื่อดัง Ming-Chi Kuo มองว่า Apple อาจเลือก “ตรึงราคา” iPhone รุ่นใหม่ เช่น iPhone 18 Series เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด แล้วไปเพิ่มรายได้จากบริการ (Services) แทน
ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวลือว่า iPhone จอพับอาจเปิดตัวด้วยราคาสูงถึง 2,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นสินค้าใหม่ที่ช่วยสร้างกำไรในอนาคต
แนวโน้มตลาด มือถือจะแพงขึ้นตั้งแต่ปี 2026
จากสถานการณ์ทั้งหมด มีความเป็นไปได้สูงว่า
- ราคาสมาร์ตโฟนจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2026
- ผู้ผลิตอาจลดต้นทุนด้วยการตัดสเปคบางส่วน หรือเพิ่มราคาแลกกับความจุ
- อุปกรณ์ระดับเรือธงและจอพับ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ผู้บริโภคจึงอาจต้องเตรียมรับมือกับ “ยุคมือถือแพงขึ้น” ที่ไม่ได้เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างอุตสาหกรรมชิปที่เปลี่ยนไป
การที่ Samsung เริ่มปรับราคาสินค้า ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงต้นทุนสูงจากวิกฤตชิปหน่วยความจำ ซึ่งไม่ใช่แค่แบรนด์เดียวที่ได้รับผลกระทบ แต่รวมถึง Apple และผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก
หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีในอนาคตอันใกล้
ที่มา MacRumors












