Apple เริ่มขยายการใช้งานฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวใหม่อย่าง Limit Precise Location ให้กับผู้ใช้ iPhone และ iPad มากขึ้น หลังการปล่อยอัปเดต iOS 26.5 โดยฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดการเปิดเผยตำแหน่งที่แม่นยำเกินไปให้กับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Apple ในการผลักดันเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
ที่น่าสนใจคือ รายชื่อผู้ให้บริการที่รองรับรอบล่าสุดมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย โดยรองรับทั้ง AIS และ True ทำให้ผู้ใช้ในไทยที่มีอุปกรณ์รุ่นที่รองรับ สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้แล้ว
Limit Precise Location คืออะไร
Limit Precise Location เป็นฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัวที่ช่วยจำกัดความแม่นยำของข้อมูลตำแหน่งที่ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือสามารถรับรู้ได้
ตามแนวคิดของฟีเจอร์นี้ แทนที่เครือข่ายจะสามารถเห็นตำแหน่งของอุปกรณ์ในระดับละเอียดมาก เช่น ระดับถนนหรือที่อยู่ใกล้เคียง ระบบอาจแสดงเพียงตำแหน่งโดยประมาณ เช่น ย่านหรือบริเวณใกล้เคียงที่อุปกรณ์อยู่เท่านั้น
จุดประสงค์หลักคือช่วยให้ผู้ใช้ยังสามารถใช้งานเครือข่ายมือถือได้ตามปกติ แต่ลดโอกาสที่ตำแหน่งแบบละเอียดจะถูกเปิดเผยมากเกินความจำเป็น
iOS 26.5 ทำให้ฟีเจอร์นี้ใช้งานได้กว้างขึ้น
ก่อนหน้านี้ Limit Precise Location รองรับผู้ให้บริการเครือข่ายเพียงไม่กี่รายเท่านั้น แต่หลังจากการเปิดตัว iOS 26.5 ทาง Apple ได้อัปเดตรายชื่อผู้ให้บริการที่รองรับมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ในหลายประเทศสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที
รายชื่อผู้ให้บริการที่รองรับและเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น ได้แก่
- ออสเตรีย: A1
- เดนมาร์ก: YouSee
- เยอรมนี: Telekom
- ไอร์แลนด์: Sky
- ไทย: AIS และ True
- สหราชอาณาจักร: EE, BT และ Sky
- สหรัฐอเมริกา: Boost Mobile
จากข้อมูลล่าสุด จำนวนผู้ให้บริการที่รองรับเพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย และถือเป็นการขยายตัวที่สำคัญเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่มีเพียงไม่กี่เครือข่ายเท่านั้น
ผู้ใช้ในไทยได้ประโยชน์อะไร
การที่ AIS และ True อยู่ในรายชื่อผู้ให้บริการที่รองรับ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ iPhone ในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลตำแหน่ง
ประโยชน์หลักของฟีเจอร์ Limit Precise Location ได้แก่
- ลดการเปิดเผยตำแหน่งที่แม่นยำเกินไปให้กับผู้ให้บริการเครือข่าย
- เพิ่มความเป็นส่วนตัวขณะใช้งานเครือข่ายมือถือ
- ช่วยให้ตำแหน่งที่ถูกมองเห็นเป็นเพียงตำแหน่งโดยประมาณ
- เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นในเครือข่ายที่รองรับ
- เหมาะกับผู้ใช้ที่กังวลเรื่องข้อมูลตำแหน่งและการติดตาม
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์จะปิดการใช้ตำแหน่งทั้งหมด แต่เป็นการจำกัดระดับความแม่นยำของข้อมูลตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายมือถือเท่านั้น
รุ่น iPhone และ iPad ที่รองรับ Limit Precise Location
แม้ฟีเจอร์นี้จะเริ่มขยายไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า iPhone ทุกรุ่นจะสามารถใช้งานได้ เพราะ Limit Precise Location ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีโมเด็มเซลลูลาร์ของ Apple อย่าง C1 หรือ C1X
อุปกรณ์ที่รองรับในตอนนี้ ได้แก่
- iPhone Air
- iPhone 17e
- iPhone 16e
- iPad Pro ชิป M5 รุ่นที่รองรับเซลลูลาร์
นอกจากนี้ มีรายงานว่า iPhone 18 Pro และ iPhone Ultra ที่คาดว่าจะเปิดตัวในอนาคต อาจมาพร้อมโมเด็ม Apple C2 ซึ่งหากเป็นจริง ก็มีโอกาสสูงที่จะรองรับฟีเจอร์ Limit Precise Location เช่นกัน
ผู้ใช้ใน EU และ UK สามารถเปิดใช้เองได้
นอกจากรายชื่อเครือข่ายที่เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นแล้ว Apple ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้ที่ใช้ซิมหรือ eSIM จากผู้ให้บริการในสหภาพยุโรปหรือสหราชอาณาจักร สามารถเลือกเปิดใช้งาน Limit Precise Location ได้ด้วยตัวเอง
หมายความว่า แม้เครือข่ายบางรายอาจไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่เปิดใช้งานอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้ในพื้นที่ EU และ UK ยังมีทางเลือกในการเปิดฟีเจอร์นี้ผ่านการตั้งค่า
วิธีเปิด Limit Precise Location บน iPhone
สำหรับผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์และเครือข่ายที่รองรับ สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือเปิดใช้งานได้ตามขั้นตอนนี้
- เปิดแอป Settings
- ไปที่ Cellular
- เลือก Cellular Data Options
- เลือก Limit Precise Location
- เปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว
เมนูอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามภาษาเครื่อง รุ่นอุปกรณ์ และเวอร์ชัน iOS ที่ใช้งาน
ทำไมฟีเจอร์นี้จึงสำคัญ
ในยุคที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์หลักในการใช้งานชีวิตประจำวัน ข้อมูลตำแหน่งถือเป็นข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญมาก เพราะสามารถบ่งบอกพฤติกรรม การเดินทาง พื้นที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ที่ผู้ใช้เดินทางไปเป็นประจำได้
การที่ Apple เพิ่มฟีเจอร์ Limit Precise Location เข้ามา จึงสะท้อนแนวทางของบริษัทที่พยายามให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายมือถือ ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ค่อยเห็นหรือจัดการได้โดยตรง
สรุป
การขยายฟีเจอร์ Limit Precise Location ผ่าน iOS 26.5 ถือเป็นอีกหนึ่งการอัปเดตสำคัญด้านความเป็นส่วนตัวของ Apple โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ในประเทศไทย เพราะ AIS และ True อยู่ในรายชื่อผู้ให้บริการที่รองรับแล้ว
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้ยังจำกัดเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้โมเด็ม Apple อย่าง C1 หรือ C1X เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้ iPhone รุ่นเก่าส่วนใหญ่ยังไม่สามารถใช้งานได้ในตอนนี้ แต่หากข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 18 Pro และ iPhone Ultra ที่อาจมาพร้อมโมเด็ม Apple C2 เป็นจริง ฟีเจอร์นี้ก็น่าจะเริ่มเข้าถึงผู้ใช้ได้กว้างขึ้นในอนาคต
ที่มา 9to5mac



















Leave a Reply