Amazfit เดินหน้าขยายตลาดสมาร์ตวอทช์สายสุขภาพและกีฬาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว Amazfit Balance 3 และ Amazfit Balance Ultra ซึ่งถูกนำไปจัดแสดงภายในงาน HYROX New York เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 โดยสมาร์ตวอทช์ทั้งสองรุ่นได้รับการปรับปรุงทั้งด้านประสิทธิภาพ ฟีเจอร์การฝึกกีฬา ความจุภายใน และความสว่างของหน้าจอ

แม้ภาพรวมการใช้งานจะยังคงแนวทางเดียวกับ Amazfit Balance 2 แต่ Balance 3 และ Balance Ultra ถูกวางตำแหน่งให้รองรับผู้ใช้งานที่จริงจังกับการฝึกซ้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขัน HYROX การวิ่ง และการออกกำลังกายแบบผสมผสาน
Amazfit Balance 3 และ Balance Ultra มีอะไรใหม่
การเปลี่ยนแปลงสำคัญจาก Balance 2 สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ฟีเจอร์สำหรับ HYROX ระบบวิเคราะห์สภาพร่างกาย และฮาร์ดแวร์ภายในที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการฝึกและแข่งขัน HYROX
Amazfit เป็นแบรนด์ที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานชื่อ HYROX บนผลิตภัณฑ์สมาร์ตวอทช์อย่างเป็นทางการ ทำให้ Balance 3 และ Balance Ultra มาพร้อมเครื่องมือสำหรับการฝึกซ้อม HYROX โดยเฉพาะ
ฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาประกอบด้วย
- คลังโปรแกรมฝึกซ้อม HYROX
- แผนการแข่งขันแบบมีโครงสร้าง
- การวางแผนตามระยะทางสนามและรูปแบบ ROX Zone
- Virtual Pacer สำหรับช่วยควบคุมความเร็วระหว่างการแข่งขัน
- ระบบวิเคราะห์เวลาหลังจบการแข่งขัน
- แยกเวลาที่ใช้ในการวิ่ง การอยู่ใน ROX Zone และการทำสถานีออกกำลังกาย
ในข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า Balance 2 จะไม่ได้รับฟีเจอร์ HYROX ชุดเดียวกับรุ่นใหม่ ทำให้ผู้ที่ต้องการใช้งานด้านนี้โดยตรงอาจต้องพิจารณา Balance 3 หรือ Balance Ultra
รองรับ HybridCharge และ Training Balance ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย
Balance 3 และ Balance Ultra ติดตั้งระบบวิเคราะห์การฟื้นตัวและภาระการฝึกซ้อมมาให้พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดตัว โดยมีฟีเจอร์สำคัญดังนี้
- HybridCharge
- Training Balance
- BioCharge
- LifeLoad
- Training Load
HybridCharge เป็นระบบที่นำข้อมูลระดับพลังงาน ภาระจากการฝึกซ้อม และข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกเอง เช่น อารมณ์ ความเครียด ความหนักของงาน และโภชนาการ มารวมเป็นคะแนนความพร้อมและการฟื้นตัวแบบต่อเนื่อง
ส่วน Training Balance จะช่วยวิเคราะห์ว่าสัปดาห์นั้นผู้ใช้เน้นการฝึกด้านความแข็งแรงหรือความทนทานมากเกินไปหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับจุดที่ควรปรับสมดุล
ฮาร์ดแวร์ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่
นอกจากฟีเจอร์ซอฟต์แวร์แล้ว Amazfit Balance 3 และ Balance Ultra ยังได้รับการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายรายการ
ใช้ชิปประมวลผล ZPS3044S
สมาร์ตวอทช์ทั้งสองรุ่นใช้ชิป ZPS3044S รุ่นใหม่ แทนชิป ZPS3044 ที่อยู่ใน Balance 2 โดย Amazfit ระบุว่าชิปใหม่ช่วยให้
- สร้างแผนที่ได้เร็วขึ้นประมาณ 2.5 เท่า
- รีเฟรชการแสดงผลแผนที่ได้เร็วขึ้นประมาณ 12 เท่า
- เปิดและเลื่อนดูข้อมูลบนแผนที่ได้ลื่นไหลขึ้น
- รองรับการประมวลผลฟีเจอร์กีฬาได้ดีขึ้น
เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลเป็น 64GB
Balance 2 มีพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 32GB ขณะที่ Balance 3 และ Balance Ultra เพิ่มเป็น 64GB ทำให้มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับการติดตั้งแอป เพลง แผนที่ และข้อมูลการฝึกซ้อม
หน้าจอสว่างสูงสุด 3,000 นิต
สมาร์ตวอทช์รุ่นใหม่ยังคงใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว แต่เพิ่มความสว่างสูงสุดจาก 2,000 นิตใน Balance 2 เป็น 3,000 นิต
ความสว่างที่สูงขึ้นช่วยให้มองเห็นข้อมูลได้ง่ายกว่าเดิมเมื่อต้องใช้งานกลางแจ้งหรืออยู่ภายใต้แสงแดดโดยตรง
เพิ่มไฟฉาย LED บนตัวเรือน
Balance 3 และ Balance Ultra เพิ่มไฟฉาย LED ซึ่งไม่มีใน Balance 2 โดยรองรับโหมดต่าง ๆ ได้แก่
- แสงสีขาว
- แสงสีแดง
- สัญญาณ SOS
ฟีเจอร์นี้อาจมีประโยชน์สำหรับการวิ่งช่วงกลางคืน การเดินป่า การตั้งแคมป์ หรือใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เปรียบเทียบ Amazfit Balance 2 กับ Balance 3 และ Balance Ultra
ราคา
- Amazfit Balance 2 ราคาเริ่มต้น 299.90 ปอนด์
- Amazfit Balance 3 Stainless Steel ราคา 369.90 ปอนด์
- Amazfit Balance 3 Titanium ราคา 449.90 ปอนด์
- Amazfit Balance Ultra ราคา 599.90 ปอนด์
ราคาและรุ่นที่วางจำหน่ายจริงอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
แบตเตอรี่สำหรับการใช้งานทั่วไป
- Balance 2 ใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 21 วัน
- Balance 3 ใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 21 วัน
- Balance Ultra ใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 30 วัน
ระยะเวลาการใช้งาน GPS
- Balance 2 ใช้งาน GPS ได้นานสูงสุดประมาณ 33 ชั่วโมง
- Balance 3 ใช้งาน GPS ได้นานสูงสุดประมาณ 41 ชั่วโมง
- Balance Ultra ใช้งาน GPS ได้นานสูงสุดประมาณ 50 ชั่วโมง
ความจุแบตเตอรี่
- Balance 2 ความจุ 668mAh
- Balance 3 ความจุ 658mAh
- Balance Ultra ความจุ 780mAh
แม้ Balance 3 จะมีความจุแบตเตอรี่น้อยกว่า Balance 2 เล็กน้อย แต่มีระยะเวลาการใช้งาน GPS ที่ยาวขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของชิปและระบบจัดการพลังงาน
หน้าจอ
- Balance 2 ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 2,000 นิต
- Balance 3 ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต
- Balance Ultra ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 นิต
พื้นที่เก็บข้อมูล
- Balance 2 มีพื้นที่ 32GB
- Balance 3 มีพื้นที่ 64GB
- Balance Ultra มีพื้นที่ 64GB
วัสดุตัวเรือน
Balance 2 ใช้กรอบอะลูมิเนียมอัลลอย ส่วนรุ่นใหม่มีตัวเลือกวัสดุที่พรีเมียมขึ้น
- Balance 3 Stainless Steel ใช้กรอบสเตนเลสและฝาหลังพลาสติก
- Balance 3 Titanium ใช้ไทเทเนียมเกรด 5
- Balance Ultra ใช้ไทเทเนียมเกรด 5 ทั้งกรอบและฝาหลัง
น้ำหนักโดยไม่รวมสาย
- Balance 2 น้ำหนักประมาณ 43 กรัม
- Balance 3 Stainless Steel น้ำหนักประมาณ 62 กรัม
- Balance 3 Titanium น้ำหนักประมาณ 55 กรัม
- Balance Ultra น้ำหนักประมาณ 57 กรัม
Balance 3 รุ่นสเตนเลสมีน้ำหนักมากที่สุด ขณะที่รุ่นไทเทเนียมและ Ultra มีน้ำหนักเบากว่า แม้จะใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่า
Balance 3 กับ Balance Ultra ต่างกันอย่างไร
Amazfit Balance 3 และ Balance Ultra ใช้ระบบปฏิบัติการและฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ชุดเดียวกัน ความแตกต่างหลักจึงอยู่ที่แบตเตอรี่ วัสดุ ขนาดตัวเรือน และอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง
แบตเตอรี่
Balance 3 ใช้แบตเตอรี่ขนาด 658mAh รองรับการใช้งานทั่วไปประมาณ 21 วัน และใช้งาน GPS ได้ประมาณ 41 ชั่วโมง
Balance Ultra ใช้แบตเตอรี่ขนาด 780mAh รองรับการใช้งานทั่วไปประมาณ 30 วัน และใช้งาน GPS ได้ประมาณ 50 ชั่วโมง
Balance Ultra จึงเหมาะกับผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน การแข่งขันระยะไกล หรือไม่ต้องการชาร์จสมาร์ตวอทช์บ่อย
ขนาดตัวเรือน
- Balance 3 มีขนาดประมาณ 51.4 × 51.4 × 12.5 มิลลิเมตร
- Balance Ultra มีขนาดประมาณ 51.8 × 51.8 × 13.4 มิลลิเมตร โดยไม่รวมเซ็นเซอร์
Balance Ultra มีขนาดใหญ่และหนากว่าเล็กน้อย เนื่องจากต้องรองรับแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น
จำนวนสายที่ให้มาในกล่อง
- Balance 3 ให้สายมา 1 เส้น
- Balance Ultra ให้สายมา 2 เส้น
ฟีเจอร์ที่ยังคงรองรับเหมือนเดิม
Balance 3 และ Balance Ultra ยังคงฟีเจอร์สำคัญจาก Balance 2 เอาไว้ พร้อมปรับปรุงบางส่วนให้ดีขึ้น
- รองรับโหมดกีฬามากกว่า 180 รูปแบบ
- ระบบระบุตำแหน่ง GNSS แบบ Dual-band
- รองรับดาวเทียม 6 ระบบ
- กันน้ำระดับ 10 ATM
- รองรับการชำระเงินผ่าน NFC ในบางประเทศของยุโรป
- เชื่อมต่อกับ Strava
- เชื่อมต่อกับ TrainingPeaks
- เชื่อมต่อกับ Intervals.icu
- เชื่อมต่อกับ Apple Health
- เชื่อมต่อกับ Google Health Connect
การรองรับบริการและระบบชำระเงินอาจขึ้นอยู่กับภูมิภาค บัญชีผู้ใช้ และผู้ให้บริการในแต่ละประเทศ
Amazfit Balance 3 เหมาะกับใคร
Balance 3 เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องการอัปเกรดจากสมาร์ตวอทช์รุ่นเก่า และต้องการฟีเจอร์กีฬาแบบครบถ้วนในราคาที่ต่ำกว่า Balance Ultra
จุดที่น่าสนใจของรุ่นนี้ ได้แก่
- หน้าจอสว่าง 3,000 นิต
- พื้นที่เก็บข้อมูล 64GB
- ชิปประมวลผลรุ่นใหม่
- ระบบแผนที่ที่เร็วขึ้น
- รองรับฟีเจอร์ HYROX
- มีไฟฉาย LED
- อายุแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและการฝึกซ้อม
Amazfit Balance Ultra เหมาะกับใคร
Balance Ultra เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องการวัสดุระดับพรีเมียม แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่า และทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือการแข่งขันระยะไกลเป็นประจำ
จุดเด่นของ Balance Ultra ได้แก่
- ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5
- แบตเตอรี่ขนาด 780mAh
- ใช้งานทั่วไปได้นานประมาณ 30 วัน
- ใช้งาน GPS ได้นานประมาณ 50 ชั่วโมง
- ให้สายมา 2 เส้น
- รองรับฟีเจอร์ซอฟต์แวร์เหมือน Balance 3
อย่างไรก็ตาม ราคาของ Balance Ultra อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสมาร์ตวอทช์กีฬาระดับสูงจากแบรนด์อื่น ผู้ซื้อจึงควรพิจารณาความต้องการด้านแบตเตอรี่ วัสดุ และระบบวิเคราะห์การฝึกซ้อมก่อนตัดสินใจ
ควรอัปเกรดจาก Amazfit Balance 2 หรือไม่
ผู้ที่ใช้งาน Balance 2 อยู่แล้วอาจยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากเน้นการติดตามสุขภาพ ออกกำลังกายทั่วไป และพอใจกับอายุแบตเตอรี่ประมาณ 21 วัน
แต่ Balance 3 และ Balance Ultra จะน่าสนใจกว่าสำหรับผู้ที่ต้องการ
- ฟีเจอร์สำหรับ HYROX โดยเฉพาะ
- ระบบวิเคราะห์การฟื้นตัวที่ละเอียดขึ้น
- การประมวลผลแผนที่ที่รวดเร็วกว่า
- หน้าจอที่สว่างขึ้น
- พื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น
- ไฟฉาย LED ในตัว
- ระยะเวลาการใช้งาน GPS ที่ยาวขึ้น
สรุป
Amazfit Balance 3 และ Balance Ultra เป็นการอัปเกรดที่เน้นทั้งประสิทธิภาพและการฝึกกีฬาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเพิ่มเครื่องมือสำหรับ HYROX ระบบ HybridCharge ชิป ZPS3044S พื้นที่เก็บข้อมูล 64GB หน้าจอความสว่าง 3,000 นิต และไฟฉาย LED
Balance 3 เป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างราคา ฟีเจอร์ และอายุแบตเตอรี่ ส่วน Balance Ultra เหมาะกับผู้ที่ต้องการตัวเรือนไทเทเนียม แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และระยะเวลาการใช้งาน GPS ที่ยาวกว่า
สำหรับผู้ใช้ Balance 2 การอัปเกรดจะเห็นความแตกต่างชัดเจนในด้านฟีเจอร์ HYROX ประสิทธิภาพการแสดงแผนที่ ความสว่างหน้าจอ และระบบวิเคราะห์การฝึกซ้อม แต่ควรรอข้อมูลการวางจำหน่าย ราคาในประเทศไทย และผลทดสอบการใช้งานจริงเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ






















Leave a Reply