Zepp Health ผู้พัฒนาแบรนด์สมาร์ทวอทช์ Amazfit เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ในประเทศไทยพร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ Amazfit Cheetah 2 Pro, Amazfit Cheetah 2 Ultra และ Amazfit Bip Max โดยแต่ละรุ่นถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่นักวิ่งถนน นักวิ่งมาราธอน นักวิ่งเทรล ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการสมาร์ทวอทช์จอใหญ่ แบตเตอรี่อึด และฟีเจอร์สุขภาพครบถ้วน

การเปิดตัวครั้งนี้ยังมาพร้อมการประกาศต่อสัญญาความร่วมมือระหว่าง Amazfit และ HYROX ในฐานะ Global Wearable Device Partner ต่อเนื่องอีก 3 ปี ทำให้สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ของ Amazfit รองรับการติดตามการฝึกซ้อมและการแข่งขันแบบไฮบริดได้ละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานที่จริงจังกับการออกกำลังกาย การวิ่ง และการวิเคราะห์สมรรถภาพร่างกาย
Amazfit เปิดตัวสมาร์ทวอทช์ใหม่ 3 รุ่นในไทย
สมาร์ทวอทช์ Amazfit รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในไทยรอบนี้ประกอบด้วย 3 รุ่นหลัก ได้แก่ Amazfit Cheetah 2 Pro, Amazfit Cheetah 2 Ultra และ Amazfit Bip Max โดยมีจุดเด่นร่วมกันคือหน้าจอสว่าง แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน ระบบติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ และฟีเจอร์สำหรับการฝึกซ้อมระดับจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 รุ่นมีแนวทางการใช้งานที่ต่างกันชัดเจน โดย Cheetah 2 Pro เน้นนักวิ่งถนนและมาราธอน Cheetah 2 Ultra เน้นสายอัลตราเทรลและการผจญภัยระยะไกล ส่วน Bip Max ถูกวางให้เป็นสมาร์ทวอทช์จอใหญ่ราคาคุ้มค่า สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและสายออกกำลังกายแบบไฮบริด
Amazfit Cheetah 2 Pro สมาร์ทวอทช์สายวิ่งถนนและมาราธอน
Amazfit Cheetah 2 Pro เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ออกแบบมาสำหรับนักวิ่งที่ต้องการพัฒนาสถิติของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะสั้น วิ่งมาราธอน หรือการซ้อมเพื่อทำ New PB โดยรุ่นนี้มาพร้อมคอนเซปต์ Refined Performance เน้นความแม่นยำ ความเบา และการวิเคราะห์ข้อมูลการวิ่งเชิงลึก
จุดเด่นของ Amazfit Cheetah 2 Pro
- ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา
- น้ำหนักตัวเรือนประมาณ 45.6 กรัม ไม่รวมสาย
- หน้าจอกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ทนต่อรอยขีดข่วน
- หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.32 นิ้ว
- ความสว่างหน้าจอสูงสุด 3,000 nits
- ปุ่มควบคุมแบบ Physical 4 ปุ่ม ใช้งานสะดวกแม้ขณะออกกำลังกาย
- ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 20 วัน
- เปิด GPS โหมดแม่นยำสูงต่อเนื่องได้นานสูงสุด 31 ชั่วโมง
- รองรับการโทรผ่าน Bluetooth
- มีระบบสั่งงานด้วยเสียง Zepp Flow
ฟีเจอร์วิเคราะห์การวิ่งระดับโปร
Amazfit Cheetah 2 Pro มาพร้อมระบบ Advanced Running Intelligence ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการวิ่งได้ละเอียดมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับฟอร์มการวิ่ง ลดการสูญเสียพลังงาน และวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ
ฟีเจอร์ด้านการวิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่
- Running Posture วิเคราะห์ท่าทางการวิ่ง
- Vertical Oscillation วัดการเด้งตัวขณะวิ่ง
- Ground Contact Time วัดระยะเวลาที่เท้าสัมผัสพื้น
- Lactate Threshold วิเคราะห์ระดับความหนักของการฝึก
- VO2 Max ประเมินสมรรถภาพการใช้ออกซิเจน
- Running Power แสดงกำลังในการวิ่งแบบเรียลไทม์
- Zepp Coach ช่วยวางแผนการซ้อมแบบเฉพาะบุคคล
- รองรับการเชื่อมต่อแผนซ้อมจาก TrainingPeaks และ Intervals.icu
นอกจากนี้ยังมีไฟฉายสองสีในตัว รองรับทั้งแสงขาวและแสงแดง พร้อมโหมด Safety และ SOS สำหรับผู้ที่วิ่งในช่วงกลางคืนหรือออกกำลังกายในพื้นที่แสงน้อย
Amazfit Cheetah 2 Ultra รุ่นท็อปสำหรับสายเทรลและอัลตรามาราธอน
Amazfit Cheetah 2 Ultra เป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับนักวิ่งเทรล สายอัลตรามาราธอน และผู้ที่ต้องใช้งานสมาร์ทวอทช์ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เช่น ภูเขา ป่า เส้นทางฝุ่น หรือการวิ่งระยะไกลแบบข้ามวันข้ามคืน
รุ่นนี้มาในคอนเซปต์ Endurance & Navigation โดยเน้นความทนทาน ระบบนำทาง และแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่ารุ่นทั่วไป
จุดเด่นของ Amazfit Cheetah 2 Ultra
- ตัวเรือนและขอบหน้าปัดทำจากไทเทเนียมเกรด 5
- ผ่านการทดสอบความทนทานมาตรฐานทางทหาร
- หน้าจอกระจก Sapphire Glass
- หน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 1.5 นิ้ว
- พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 64GB
- รองรับแผนที่ออฟไลน์แบบสี
- มีแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่เส้นชั้นความสูง และแผนที่สกีรีสอร์ท
- รองรับ GPS แบบ Dual-band
- จับสัญญาณจากระบบดาวเทียมหลัก 6 ระบบ
- รองรับการนำทางแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว
- ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 30 วัน
- เปิด GPS โหมดแม่นยำสูงต่อเนื่องได้นานมากกว่า 60 ชั่วโมง
- มีไฟฉาย LED ในตัว พร้อมแสงขาว แสงแดง โหมด SOS และ Safety Light
เหมาะกับใคร
Amazfit Cheetah 2 Ultra เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทวอทช์สายลุยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนที่วิ่งเทรล วิ่งอัลตรามาราธอน เดินป่าหลายวัน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องพึ่งพาแผนที่และระบบนำทางเป็นหลัก
จุดเด่นที่น่าสนใจคือการให้ความจุภายในมากถึง 64GB ซึ่งช่วยให้สามารถดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์แบบสีได้มากขึ้น รวมถึงการใช้งาน GPS ที่ยาวนาน เหมาะกับกิจกรรมระยะไกลที่ไม่สะดวกชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างทาง
Amazfit Bip Max สมาร์ทวอทช์จอใหญ่ ราคาคุ้มค่า
Amazfit Bip Max เป็นรุ่นที่เน้นความคุ้มค่า แต่ยังให้ฟีเจอร์มาครบถ้วนกว่าที่หลายคนคาดหวังจากสมาร์ทวอทช์ในกลุ่มราคาเข้าถึงง่าย โดยรุ่นนี้เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป สายสุขภาพ ผู้เริ่มต้นออกกำลังกาย รวมถึงคนที่ต้องการสมาร์ทวอทช์จอใหญ่ แบตอึด และใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน
จุดเด่นของ Amazfit Bip Max
- หน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 2.07 นิ้ว
- ความสว่างหน้าจอสูงสุด 3,000 nits
- ปรับขนาดตัวอักษรได้ 6 ระดับ
- แบตเตอรี่ความจุ 550 mAh
- ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 20 วัน
- ใช้งานหนักได้นานสูงสุด 10 วัน
- เปิด GPS ต่อเนื่องได้นานสูงสุด 40 ชั่วโมง
- ความจุภายใน 4GB
- รองรับแผนที่ออฟไลน์
- รองรับการเก็บเพลงออฟไลน์
- เชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ได้โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์
- รองรับมินิแอปมากกว่า 100 รายการ
- รองรับโหมดกีฬากว่า 150 ชนิด
ฟีเจอร์สุขภาพและการออกกำลังกาย
Amazfit Bip Max ใช้เซนเซอร์ BioTracker 6.0 PPG แบบ 5PD + 2LED สำหรับติดตามอัตราการเต้นของหัวใจและข้อมูลสุขภาพแบบต่อเนื่อง พร้อมฟีเจอร์ BioCharge ที่ช่วยวิเคราะห์พลังงานร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง โดยประมวลผลจากความเครียด การนอนหลับ และกิจกรรมในแต่ละวัน
สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายจริงจังขึ้น รุ่นนี้ยังรองรับ Zepp Coach สำหรับช่วยออกแบบแผนการซ้อม และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่าง Stryd Running Power Meter ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนอายุการใช้งานอุปกรณ์ เช่น การเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนรองเท้าวิ่งหรือโซ่จักรยาน
Amazfit และ HYROX ต่อสัญญาพาร์ทเนอร์ระดับโลกอีก 3 ปี
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้คือ Amazfit ประกาศต่อสัญญาเป็น Global Wearable Device Partner กับ HYROX ต่อเนื่องอีก 3 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต้องการรุกตลาดฟิตเนสและการแข่งขันแบบไฮบริดอย่างจริงจัง
HYROX เป็นการแข่งขันฟิตเนสที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับสถานีออกกำลังกายหลายรูปแบบ ทำให้สมาร์ทวอทช์ที่รองรับการวัดผลแต่ละสเตชันได้ละเอียด จะช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นข้อมูลการฝึกซ้อมและผลการแข่งขันได้ชัดเจนมากขึ้น
สำหรับผู้ที่เล่นกีฬาแนว Hybrid Training การรองรับ HYROX ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสมาร์ทวอทช์ Amazfit รุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของร่างกายแบบครบมิติ
ราคา Amazfit Cheetah 2 Pro, Cheetah 2 Ultra และ Bip Max ในไทย
Amazfit เปิดราคาวางจำหน่ายในไทยของสมาร์ทวอทช์ทั้ง 3 รุ่น ดังนี้
- Amazfit Cheetah 2 Pro ราคา 16,900 บาท มาในสี Titanium
- Amazfit Cheetah 2 Ultra ราคา 21,900 บาท
- Amazfit Bip Max ราคา 3,690 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Silver, Dark Blue และ Carbon Gray
สำหรับ Amazfit Cheetah 2 Pro มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ส่วนรุ่นอื่น ๆ สามารถติดตามการวางจำหน่ายได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Amazfit และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศ
ช่องทางการวางจำหน่าย
ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ Amazfit Cheetah 2 Pro, Amazfit Cheetah 2 Ultra และ Amazfit Bip Max ได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Amazfit บนแพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
- Shopee
- Lazada
- TikTok Shop
- ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศ
สรุป Amazfit รุ่นใหม่ เหมาะกับผู้ใช้หลายกลุ่มมากขึ้น
การเปิดตัว Amazfit Cheetah 2 Pro, Amazfit Cheetah 2 Ultra และ Amazfit Bip Max ในไทย ถือเป็นการขยายไลน์สมาร์ทวอทช์ของ Amazfit ให้ครอบคลุมผู้ใช้งานหลายระดับมากขึ้น ตั้งแต่นักวิ่งถนนที่ต้องการข้อมูลการซ้อมเชิงลึก นักวิ่งเทรลที่ต้องการแผนที่ออฟไลน์และแบตเตอรี่ยาวนาน ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการสมาร์ทวอทช์จอใหญ่ ฟีเจอร์ครบ และราคาคุ้มค่า
หากต้องการสมาร์ทวอทช์สำหรับวิ่งถนนและมาราธอน Amazfit Cheetah 2 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าเน้นการวิ่งเทรล เดินป่า หรือกิจกรรมกลางแจ้งระยะไกล Amazfit Cheetah 2 Ultra จะตอบโจทย์มากกว่า ส่วนผู้ที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ใช้งานประจำวัน แบตอึด จอใหญ่ และราคาเข้าถึงง่าย Amazfit Bip Max ถือเป็นรุ่นที่น่าจับตามองในกลุ่มนี้
ที่มา amazfit





















Leave a Reply