มีรายงานจากทีมวิจัยด้านความปลอดภัย Paradigm Shift ว่าพบช่องโหว่ใหม่ที่มีชื่อว่า “usbliter8” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Apple ที่ใช้ชิป A12, A13, S4 และ S5 โดยช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ควบคุม USB ภายในชิป และอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมกระบวนการบูตเครื่องผ่านโหมด DFU ได้
ประเด็นที่น่ากังวลคือ ช่องโหว่ usbliter8 อาจไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ เนื่องจากมีรายงานว่าต้นเหตุอยู่ในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ถูกติดตั้งมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต อย่างไรก็ตาม การโจมตียังมีข้อจำกัดหลายประการ และผู้โจมตีจำเป็นต้องเข้าถึงอุปกรณ์โดยตรง
ช่องโหว่ usbliter8 คืออะไร
ช่องโหว่ usbliter8 เป็นช่องโหว่ที่มีรายงานว่าเกิดขึ้นภายใน USB Controller ของชิปประมวลผลบางรุ่นจาก Apple โดยผู้โจมตีอาจใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดดังกล่าวในระหว่างที่อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสาย USB และเข้าสู่โหมด DFU หรือ Device Firmware Update
โหมด DFU เป็นโหมดระดับต่ำที่ใช้สำหรับกู้คืนหรือติดตั้งเฟิร์มแวร์ใหม่ให้กับอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์อยู่ในโหมดดังกล่าว ระบบจะรอรับข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อ USB ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าอาจเป็นช่องทางให้ผู้โจมตีส่งข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเข้าสู่อุปกรณ์ได้
หากการโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีอาจสามารถแทรกข้อมูลอันตรายและเข้าควบคุมบางส่วนของกระบวนการบูตเครื่องได้ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตและผลกระทบที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับวิธีการโจมตี รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยอื่นภายในอุปกรณ์
ทำไม Apple อาจไม่สามารถออกแพตช์แก้ไขได้
ตามข้อมูลจากทีมวิจัย Paradigm Shift ช่องโหว่ดังกล่าวมีต้นเหตุจากการออกแบบหรือการทำงานของฮาร์ดแวร์ USB Controller ภายในชิป ไม่ได้เกิดจากระบบปฏิบัติการ iOS, iPadOS หรือ watchOS โดยตรง
เมื่อช่องโหว่อยู่ในส่วนของฮาร์ดแวร์หรือโค้ดระดับต่ำที่ไม่สามารถเขียนทับได้ การอัปเดตซอฟต์แวร์ทั่วไปจึงอาจไม่สามารถลบช่องโหว่ออกจากตัวอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม Apple อาจยังสามารถเพิ่มมาตรการลดความเสี่ยงในระบบปฏิบัติการ เช่น จำกัดการเชื่อมต่อ USB ปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล หรือเพิ่มระบบป้องกันในกระบวนการกู้คืนเครื่อง แม้มาตรการเหล่านี้อาจไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุที่อยู่ในฮาร์ดแวร์ได้ทั้งหมด
เงื่อนไขสำคัญในการโจมตีผ่าน usbliter8
แม้ช่องโหว่ usbliter8 จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการบูตเครื่อง แต่การโจมตีไม่ได้เกิดขึ้นจากระยะไกลโดยอัตโนมัติ ผู้โจมตีจำเป็นต้องมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการ ได้แก่
- ต้องเข้าถึง iPhone, iPad, Apple Watch หรืออุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
- ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านสาย USB หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อที่เกี่ยวข้อง
- ต้องทำให้อุปกรณ์เข้าสู่โหมด DFU
- ต้องใช้ข้อมูลหรือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโจมตีช่องโหว่นี้โดยเฉพาะ
- อาจต้องดำเนินการโจมตีซ้ำหลังจากรีสตาร์ตเครื่อง ขึ้นอยู่กับลักษณะของช่องโหว่
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปยังไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป เนื่องจากผู้โจมตีไม่สามารถเจาะอุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงจากช่องโหว่นี้เพียงอย่างเดียว
usbliter8 ยังไม่สามารถเจาะ Secure Enclave ได้
ทีมวิจัยระบุว่า ในปัจจุบันช่องโหว่ usbliter8 ยังไม่สามารถเจาะเข้าสู่ Secure Enclave ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยแยกภายในชิปของ Apple ได้โดยตรง
Secure Enclave มีหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญ เช่น
- รหัสผ่านและข้อมูลยืนยันตัวตน
- ข้อมูล Face ID และ Touch ID
- กุญแจเข้ารหัสข้อมูล
- ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบชำระเงิน
- กระบวนการเข้ารหัสและปลดล็อกอุปกรณ์
ดังนั้น การเข้าถึงกระบวนการบูตเครื่องไม่ได้หมายความว่าผู้โจมตีจะสามารถอ่านข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดภายในเครื่องได้ทันที โดยเฉพาะเมื่ออุปกรณ์ยังถูกป้องกันด้วยรหัสผ่านที่มีความปลอดภัยสูง
รายชื่ออุปกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบจาก usbliter8
รายงานระบุว่าช่องโหว่นี้อาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Apple ที่ใช้ชิป A12, A13, S4 และ S5 โดยมีรายชื่ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องดังนี้
อุปกรณ์ที่ใช้ชิป Apple A12
- iPhone XR
- iPhone XS
- iPhone XS Max
- iPad Air รุ่นที่ 3
- iPad mini รุ่นที่ 5
- iPad รุ่นที่ 8
- Apple TV 4K รุ่นที่ 2
อุปกรณ์ที่ใช้ชิป Apple A13
- iPhone 11
- iPhone 11 Pro
- iPhone 11 Pro Max
- iPhone SE รุ่นที่ 2
- iPad รุ่นที่ 9
- Studio Display
อุปกรณ์ที่ใช้ชิป Apple S4 และ S5
- Apple Watch Series 4
- Apple Watch Series 5
- Apple Watch SE รุ่นที่ 1
- HomePod mini
รายชื่อดังกล่าวควรตรวจสอบร่วมกับข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติม เนื่องจากอุปกรณ์บางประเภทอาจมีส่วนประกอบและกระบวนการบูตแตกต่างกัน แม้จะใช้ชิปหรือสถาปัตยกรรมในกลุ่มเดียวกัน
ผู้ใช้อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบควรทำอย่างไร
ผู้ที่ยังใช้งานอุปกรณ์ในรายชื่อข้างต้นสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยแนวทางต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการเสียบอุปกรณ์เข้ากับคอมพิวเตอร์หรือพอร์ต USB ที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ไม่ใช้สายชาร์จหรืออุปกรณ์เสริม USB ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- ไม่ปล่อยให้อุปกรณ์อยู่กับบุคคลอื่นโดยไม่มีการดูแล
- ตั้งรหัสผ่านปลดล็อกเครื่องให้คาดเดาได้ยาก
- เปิดใช้การป้องกันข้อมูลและฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยที่ Apple มีให้
- อัปเดต iOS, iPadOS, watchOS และระบบปฏิบัติการอื่นให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
- สำรองข้อมูลสำคัญผ่าน iCloud หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้
- ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก Apple และทีมวิจัยด้านความปลอดภัย
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้บริหาร นักข่าว นักเคลื่อนไหว หรือผู้ที่จัดเก็บข้อมูลสำคัญจำนวนมาก การเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้รับผลกระทบอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที หากยังสามารถควบคุมการเข้าถึงเครื่องและหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อ USB ที่ไม่น่าเชื่อถือได้
จำเป็นต้องเปลี่ยน iPhone เครื่องใหม่ทันทีหรือไม่
แม้ทีมวิจัยอาจแนะนำให้อัปเกรดเป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ที่อยู่ในฮาร์ดแวร์ แต่การตัดสินใจเปลี่ยนอุปกรณ์ควรพิจารณาจากระดับความเสี่ยงและลักษณะการใช้งานของแต่ละคน
ช่องโหว่ usbliter8 มีรายงานว่าต้องอาศัยการเข้าถึงอุปกรณ์โดยตรง รวมถึงการเชื่อมต่อผ่าน USB และการนำเครื่องเข้าสู่โหมด DFU จึงแตกต่างจากช่องโหว่ที่สามารถโจมตีจากระยะไกลผ่านเว็บไซต์ ข้อความ หรือแอปพลิเคชัน
ผู้ใช้งานที่ดูแลอุปกรณ์อย่างใกล้ชิด ไม่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย ยังสามารถลดโอกาสถูกโจมตีได้อย่างมาก
สรุปช่องโหว่ usbliter8
usbliter8 เป็นช่องโหว่ที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ USB Controller ภายในชิป Apple A12, A13, S4 และ S5 โดยอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีควบคุมบางส่วนของกระบวนการบูตเครื่องผ่านการเชื่อมต่อ USB และโหมด DFU
เนื่องจากต้นเหตุอาจอยู่ในฮาร์ดแวร์ Apple จึงอาจไม่สามารถแก้ไขช่องโหว่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตาม การโจมตียังต้องเข้าถึงอุปกรณ์โดยตรง และยังไม่มีข้อมูลว่าช่องโหว่นี้สามารถเจาะ Secure Enclave เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญทั้งหมดได้
ผู้ใช้อุปกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบควรหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับสาย พอร์ต USB หรือคอมพิวเตอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ พร้อมอัปเดตระบบปฏิบัติการและติดตามข้อมูลจาก Apple อย่างต่อเนื่อง ส่วนการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ควรพิจารณาตามความเสี่ยงและความจำเป็นของแต่ละบุคคล
ที่มา Android Authority, 9to5Mac


















Leave a Reply